ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างทุกวันนี้ ภาษาที่สองและสาม สี่ (ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ) คือสิ่งจำเป็นที่จะทำให้คุณดูโดดเด่น และแตกต่างจากคนอื่น และนี่คือเคล็ดลับง่าย ๆ ในการเรียนภาษาต่างประเทศให้ได้ผล
1.ยอมรับความจริง ไม่มีใครพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น
2.เรียนรู้ทีละนิดจากการศึกษา พบว่า การทบทวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อย่างเช่น ในระหว่างทานอาหารเช้า ในขณะอาบน้ำ หรือในขณะเดินทาง จะส่งผลให้คุณจดจำได้ดีกว่า
3.ท่องศัพท์ ยิ่งคุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ คุณก็สามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ คือ พกการ์ดใบเล็กๆที่เขียนคำศัพท์ (ที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง) ไปกับคุณทุกที่
4.ฝึกหัดอย่างจริงจัง อย่าแค่ทำปากขมุบขมิบหรือท่องเอาไว้ใสใจ พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกปากของคุณให้เคยชินกับการออกเสียง
5.ทำการบ้านการทำการบ้าน คือการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนกลายเป็ความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้อย่างอัตโนมัติในที่สุด
6. จับกลุ่มเรียน หาเวลาทบทวน ทำการบ้าน หรือแค่ฝึกพูดภาษานั้นๆ กับเพื่อนๆ เป็นประจำ ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย
7.หาจุดอ่อนคุณ ควรหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ก็บังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียนซะ
8. หาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับภาษานั้นๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษาเช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดูหรือแม้กระทั่วหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นซะเลย
9. ทุ่มความสนใจ พูดง่ายๆ ก็คือ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้น เรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจังและเต็มที่ถึงขนาดถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจฝันเป็นภาษานั้นๆ ด้วย
10. ปรึกษาผู้รู้ถ้ามีปัญหาหรือติดขัดอะไร ก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด คุณจะได้ไม่ต้องสะดุดอยู่นานเกินไปซึ่งนั้นอาจทำให้คุณเกิดความเบื่อหน่ายได้
ขอบคุณข้อมูล : นิตยสาร Cosmopolitan
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2551
การจัดการความรู้ คือ อะไร
" ความรู้มีอยู่อย่างกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน ทุกแห่งทุกหนก็ว่าได้ นับวันความรู้ที่พูดถึงนี้ก็จะเลือนหาย สูญสิ้นไปเหมือนกับเจ้าของความรู้นั้นตามกาลเวลาที่ใครก็หยุดไม่ได้ "
จะทำอย่างไรหนอ ??? ที่จะเก็บความรู้นั้นไว้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือเพื่อการเผยแพร่ไปสู่คนรุ่นหลังที่จะได้รับรู้ว่าบรรพบุรุษของตนมีคุณงามความดีอะไร
คนไทยโดยส่วนใหญ่และทั่วไปมีภูมิปัญญาดั้งเดิมมากมายที่น่าเก็บไว้ด้วยการบันทึก และเผยแพร่ความรู้นี้ไปยังผู้ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่เกิดมากับความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะลืมเลือนความรู้จากธรรมชาติที่กำลังจะจางหายไปกับกาลเวลา
ผู้เขียนเป็นครู อาชีพของการเป็นครูย่อมต้องพัฒนาด้วยเรียนรู้เสริมให้ตนเองอยู่เสมอ ความรู้ที่นับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ก็ได้จากการอ่าน การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และทางอ้อม
ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่านศึกษานิเทศก์ เฉลิมชัย ถึงดี ศึกษานิเทศก์รูปหล่อและอัธยาสัยดี แห่งเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 3 เกี่ยวกับ การจัดการความรู้ในโรงเรียน School Knowledge Management วิธีการคือ ที่โรงเรียนจัดอบรม แล้วกำหนด หัวปลาทู ก้างปลา แล้วก็มี คุณอำนวย คุณกิจ คุณลิขิต 1 คุณลิขิต 2 ( สมมุติบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม ) วิธีการเขียน คือ การเล่าประสบการณ์ในการสอนของแต่ละคนที่ประสบกับความสำเร็จจนเป็นที่น่าพอใจ แล้วเขียนบันทึกไว้ แต่เวลาจำกัด ผู้เข้าอบรมจำนวนมาก จึงดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ตั้งความคาดหวังไว้
วันถัดมาอีก ผู้เขียนจึงขอร่วมฝึกทำ best practice อย่างจริงจังกับโรงเรียนบ้านบักดอก โดยความกรุณาของท่าน ผอ.สุธรรม สุบรรณาจ และท่าน ศน.เฉลิมชัย ถึงดี อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนเริ่มเข้าใจและรู้ว่าการเขียน Best practice ก็ เหมือนกับการเขียนรายงานให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิธีการสอน เทคนิคและกิจกรรมต่างๆ และมีจุดมุ่งหวังที่จะเก็บความรู้นี้ไว้เป็นหลักฐานด้วย
การจัดการความรู้อันน้อยนิดของผู้เขียนได้เริ่มแพร่ขยายเป็นบันทึกลงใน blog บ้าง เล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูบ้าง และมีแนวความคิดจากการที่เคยไปเป็นครูเอเอฟเอส แลกเปลี่ยนที่อเมริกา 1 ปี จึงคิดว่าจะนำเรื่องราว ประสบการณ์ต่าง ๆ มาเขียนลงใน blog หากมีเวลา ซึ่งผู้เขียนได้ทำหน้าที่ครูอย่างมีความสุขและฝึกเด็กไทยให้หัดเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
เนื่องจากผู้เขียนมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เล็กน้อย มีความรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์มีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมหาศาล จึงได้เข้ารับอบรมการจัดทำ web blog และได้รับความกรุณา จากท่าน ศน เฉลิมชัย ถึงดี เป็นพี่เลี้ยงที่ดีตลอดมา ทำให้ผู้เขียนเริ่มเข้าใจเรื่องของการสร้างเว็บเพจ blog และเว็บไซต์ในเวลาต่อมา ซึ่งผู้เขียนได้นำมาสอนนักเรียนให้ฝึกสร้าง web blog ของตนเอง และเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่าน web blog ของผู้เขียน และของเพื่อนนักเรียนในห้องด้วย ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น
การจัดการความรู้ที่นำมาสู่ครูผู้สอนตามความสามารถและความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ประกอบการพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ผู้เขียนตระหนักและพยายามอยู่เสมอที่จะกระตุ้นให้ตนเองมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ด้วยวิธีการต่างๆนานา เช่น การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัตินักเรียนให้มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษตามโครงการประจำปีการศึกษาของโรงเรียน
การจัดการความรู้ก่อเกิดมานานแสนนานแล้ว แต่การจัดเก็บความรู้เหล่านั้นยังไม่เป็นระบบ และสืบค้นไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะเหตุเนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวล้ำนำยุคอยู่เสมอ จึงทำให้การจัดการความรู้มีเสียงเหมือนจะต้องมีความรู้เรื่อง ไอที (Information Technology) จึงจะจัดการได้ แต่เป็นการเข้าใจผิดเสียแล้ว การจัดการความรู้สอดแทรกอยู่ในตัวคนทุกคนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งดับชีวิต คน หรือ มนุษย์มีการจัดการความรู้ โดยสังเกตจากการใช้ชีวิตในสังคม การอยู่รอด การดำรงชีพ การเรียนรู้ที่จะทำให้ตนเองมีความสุขตามอัตภาพ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาเป็นการจัดการความรู้ทั้งสิ้น
แต่เนื่องจากเทคโนโลยีและความก้าวหน้า เราจึงต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถและความถนัดตลอดจนความสนใจที่จะเรียนรู้ โดยการนำอิเล็กทรอนิกส์เครื่องมือสื่อสารมาประกอบการจัดการความรู้ เท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดังนั้นผู้คนที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์จึงได้เปรียบกับการจัดการความรู้ได้รวดเร็ว แพร่ขยายได้รวดเร็วตามใจคิดและปรารถนา ผู้เขียนจึงมีความสุขกับการที่รู้ว่าครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ทุกคนมีความตระหนักดีในการจัดการความรู้ เห็นประโยชน์และมีความพยายามที่จะจัดเก็บและนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลาที่มีอยู่
เมื่อผู้เขียนให้นักเรียนทำงานส่ง อ่านเสร็จแล้วให้สรุปความรู้ที่ได้เป็น 3 ข้อ คือ ข้อหนึ่งได้ความรู้เรื่องอะไร ข้อสอง มีความประทับใจในเรื่องอะไร และข้อสาม นักเรียนมีข้อเสนอแนะอะไรให้ผู้เขียนบ้าง นักเรียนมีความสามารถค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งบางคนได้พริ้นท์งานในเว็บไซต์ของครูมาส่ง ผู้เขียนได้บอกให้ไปเขียนสรุปเป็น สามข้ออีกครั้ง แต่การจัดการความรู้ให้แก่นักเรียนโดยวิธีการใช้อินเตอร์เนตและเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มักจะมีข้อจำกัด เพราะนักเรียนทุกคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อนในการนำพานักเรียนไปที่ร้านอินเตอร์เนต เพื่อที่จะทำงานมาส่งครูของเขา
แต่เมื่อพบกับปัญหาและข้อจำกัด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คิดทำอะไรเลย ผู้เขียนได้พยายามทุกหนทางที่จะเก็บเล็กผสมน้อยในเรื่องของความรู้ ถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ตาม แต่ก็คิดว่าดีกว่าที่จะไม่ทำหรือไม่ขยับทำอะไรเลย นักเรียนหลายๆคนทีศักยภาพแบบเหลือเชื่อ นักเรียนมีความสามารถทางการใช้เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถติดต่อสื่อสารกับครูได้โดยการใช้อีเมลล์ หากครูผ้สอนหรือผู้เขียนไม่คิดที่จะดำเนินการในเรื่องการเรียนผ่าน blog จะไม่ได้ล่วงรู้ว่าขีดของศักยภาพของนักเรียนนั้นมีมากแค่ไหน ผู้เขียนไม่ขีดจำกัดความสามารถของเขาเพียงแค่นำข้อจำกัดมาอ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยยากในการจัดทำงาน เมื่อนักเรียนเหล่านี้เติบโตขึ้นไปเรียนใน ชั้นอุดมศึกษา พวกเขาจะได้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง จัดการความรู้ของตนเองอย่างมีศักยภาพและมีความหมาย ผลผลิตที่ผู้เขียนคาดหวังจะได้เป็นจริงอย่างที่ครูทุกคนใฝ่ฝันไว้
จะทำอย่างไรหนอ ??? ที่จะเก็บความรู้นั้นไว้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือเพื่อการเผยแพร่ไปสู่คนรุ่นหลังที่จะได้รับรู้ว่าบรรพบุรุษของตนมีคุณงามความดีอะไร
คนไทยโดยส่วนใหญ่และทั่วไปมีภูมิปัญญาดั้งเดิมมากมายที่น่าเก็บไว้ด้วยการบันทึก และเผยแพร่ความรู้นี้ไปยังผู้ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน รวมทั้งอนุชนรุ่นหลังที่เกิดมากับความเจริญทางวัตถุและเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะลืมเลือนความรู้จากธรรมชาติที่กำลังจะจางหายไปกับกาลเวลา
ผู้เขียนเป็นครู อาชีพของการเป็นครูย่อมต้องพัฒนาด้วยเรียนรู้เสริมให้ตนเองอยู่เสมอ ความรู้ที่นับได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ก็ได้จากการอ่าน การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และทางอ้อม
ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่านศึกษานิเทศก์ เฉลิมชัย ถึงดี ศึกษานิเทศก์รูปหล่อและอัธยาสัยดี แห่งเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 3 เกี่ยวกับ การจัดการความรู้ในโรงเรียน School Knowledge Management วิธีการคือ ที่โรงเรียนจัดอบรม แล้วกำหนด หัวปลาทู ก้างปลา แล้วก็มี คุณอำนวย คุณกิจ คุณลิขิต 1 คุณลิขิต 2 ( สมมุติบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม ) วิธีการเขียน คือ การเล่าประสบการณ์ในการสอนของแต่ละคนที่ประสบกับความสำเร็จจนเป็นที่น่าพอใจ แล้วเขียนบันทึกไว้ แต่เวลาจำกัด ผู้เข้าอบรมจำนวนมาก จึงดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ตั้งความคาดหวังไว้
วันถัดมาอีก ผู้เขียนจึงขอร่วมฝึกทำ best practice อย่างจริงจังกับโรงเรียนบ้านบักดอก โดยความกรุณาของท่าน ผอ.สุธรรม สุบรรณาจ และท่าน ศน.เฉลิมชัย ถึงดี อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนเริ่มเข้าใจและรู้ว่าการเขียน Best practice ก็ เหมือนกับการเขียนรายงานให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิธีการสอน เทคนิคและกิจกรรมต่างๆ และมีจุดมุ่งหวังที่จะเก็บความรู้นี้ไว้เป็นหลักฐานด้วย
การจัดการความรู้อันน้อยนิดของผู้เขียนได้เริ่มแพร่ขยายเป็นบันทึกลงใน blog บ้าง เล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูบ้าง และมีแนวความคิดจากการที่เคยไปเป็นครูเอเอฟเอส แลกเปลี่ยนที่อเมริกา 1 ปี จึงคิดว่าจะนำเรื่องราว ประสบการณ์ต่าง ๆ มาเขียนลงใน blog หากมีเวลา ซึ่งผู้เขียนได้ทำหน้าที่ครูอย่างมีความสุขและฝึกเด็กไทยให้หัดเรียนรู้ภาษาอังกฤษ
เนื่องจากผู้เขียนมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เล็กน้อย มีความรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์มีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมหาศาล จึงได้เข้ารับอบรมการจัดทำ web blog และได้รับความกรุณา จากท่าน ศน เฉลิมชัย ถึงดี เป็นพี่เลี้ยงที่ดีตลอดมา ทำให้ผู้เขียนเริ่มเข้าใจเรื่องของการสร้างเว็บเพจ blog และเว็บไซต์ในเวลาต่อมา ซึ่งผู้เขียนได้นำมาสอนนักเรียนให้ฝึกสร้าง web blog ของตนเอง และเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่าน web blog ของผู้เขียน และของเพื่อนนักเรียนในห้องด้วย ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น
การจัดการความรู้ที่นำมาสู่ครูผู้สอนตามความสามารถและความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ประกอบการพัฒนาตนเองเป็นเรื่องที่ผู้เขียนตระหนักและพยายามอยู่เสมอที่จะกระตุ้นให้ตนเองมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ด้วยวิธีการต่างๆนานา เช่น การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัตินักเรียนให้มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษตามโครงการประจำปีการศึกษาของโรงเรียน
การจัดการความรู้ก่อเกิดมานานแสนนานแล้ว แต่การจัดเก็บความรู้เหล่านั้นยังไม่เป็นระบบ และสืบค้นไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะเหตุเนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวล้ำนำยุคอยู่เสมอ จึงทำให้การจัดการความรู้มีเสียงเหมือนจะต้องมีความรู้เรื่อง ไอที (Information Technology) จึงจะจัดการได้ แต่เป็นการเข้าใจผิดเสียแล้ว การจัดการความรู้สอดแทรกอยู่ในตัวคนทุกคนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งดับชีวิต คน หรือ มนุษย์มีการจัดการความรู้ โดยสังเกตจากการใช้ชีวิตในสังคม การอยู่รอด การดำรงชีพ การเรียนรู้ที่จะทำให้ตนเองมีความสุขตามอัตภาพ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาเป็นการจัดการความรู้ทั้งสิ้น
แต่เนื่องจากเทคโนโลยีและความก้าวหน้า เราจึงต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถและความถนัดตลอดจนความสนใจที่จะเรียนรู้ โดยการนำอิเล็กทรอนิกส์เครื่องมือสื่อสารมาประกอบการจัดการความรู้ เท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ดังนั้นผู้คนที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์จึงได้เปรียบกับการจัดการความรู้ได้รวดเร็ว แพร่ขยายได้รวดเร็วตามใจคิดและปรารถนา ผู้เขียนจึงมีความสุขกับการที่รู้ว่าครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ทุกคนมีความตระหนักดีในการจัดการความรู้ เห็นประโยชน์และมีความพยายามที่จะจัดเก็บและนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลาที่มีอยู่
เมื่อผู้เขียนให้นักเรียนทำงานส่ง อ่านเสร็จแล้วให้สรุปความรู้ที่ได้เป็น 3 ข้อ คือ ข้อหนึ่งได้ความรู้เรื่องอะไร ข้อสอง มีความประทับใจในเรื่องอะไร และข้อสาม นักเรียนมีข้อเสนอแนะอะไรให้ผู้เขียนบ้าง นักเรียนมีความสามารถค้นคว้าหาข้อมูล ซึ่งบางคนได้พริ้นท์งานในเว็บไซต์ของครูมาส่ง ผู้เขียนได้บอกให้ไปเขียนสรุปเป็น สามข้ออีกครั้ง แต่การจัดการความรู้ให้แก่นักเรียนโดยวิธีการใช้อินเตอร์เนตและเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มักจะมีข้อจำกัด เพราะนักเรียนทุกคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองเดือดร้อนในการนำพานักเรียนไปที่ร้านอินเตอร์เนต เพื่อที่จะทำงานมาส่งครูของเขา
แต่เมื่อพบกับปัญหาและข้อจำกัด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คิดทำอะไรเลย ผู้เขียนได้พยายามทุกหนทางที่จะเก็บเล็กผสมน้อยในเรื่องของความรู้ ถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ตาม แต่ก็คิดว่าดีกว่าที่จะไม่ทำหรือไม่ขยับทำอะไรเลย นักเรียนหลายๆคนทีศักยภาพแบบเหลือเชื่อ นักเรียนมีความสามารถทางการใช้เครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถติดต่อสื่อสารกับครูได้โดยการใช้อีเมลล์ หากครูผ้สอนหรือผู้เขียนไม่คิดที่จะดำเนินการในเรื่องการเรียนผ่าน blog จะไม่ได้ล่วงรู้ว่าขีดของศักยภาพของนักเรียนนั้นมีมากแค่ไหน ผู้เขียนไม่ขีดจำกัดความสามารถของเขาเพียงแค่นำข้อจำกัดมาอ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยยากในการจัดทำงาน เมื่อนักเรียนเหล่านี้เติบโตขึ้นไปเรียนใน ชั้นอุดมศึกษา พวกเขาจะได้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง จัดการความรู้ของตนเองอย่างมีศักยภาพและมีความหมาย ผลผลิตที่ผู้เขียนคาดหวังจะได้เป็นจริงอย่างที่ครูทุกคนใฝ่ฝันไว้
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551
เคล็ดลับการเขียน Scholarship Essay ให้โดนใจคณะกรรมการ
เคล็ดลับการเขียน Scholarship Essay ให้โดนใจคณะกรรมการ
จากประสบการณ์ที่มี จากการเป็นนักเรียนทุนมูลนิธิโรเกชั่น แล้วเขียน Essay เพื่อขอรับทุนไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่าการเขียนในหัวข้อที่ดูน่าเบื่อสำหรับการเขียน Scholarship Essay ก็สามารถทำให้ดูน่าสนใจได้ หากว่าวิธีการเล่าหรือเขียนของคุณเป็นวิธีที่แปลกใหม่
ในการเขียน Scholarship Essay มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่สองสิ่ง คือ การเขียนเพื่อให้คณะกรรมการเชื่อว่าคุณนั้นเป็นผู้ที่เหมาะสมจะได้รับทุนการศึกษา และทำให้คณะกรรมการทราบถึงความสามารถที่หลากหลายของคุณ ที่มิได้จำกัดเพียงแค่คะแนนสอบหรือเกรดเฉลี่ยที่สูงเท่านั้น
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเคล็ดลับการเขียน Scholarship Essay เพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆ หรือผู้ที่กำลังจะสมัครขอทุนการศึกษา
1. ตอบคำถามให้ถูกต้อง คุณสามารถทำตาม 12 ข้อถัดไปได้ แต่หากคุณตอบไม่ตรงคำถามนั้น คุณก็ไม่สามารถที่จะชนะใจกรรมการและได้รับทุนการศึกษา
2. ใช้ความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าหัวข้อในการเขียน Essay ของคุณอาจดูน่าเบื่อ แต่หากคุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ คุณก็สามารถทำให้มันดูน่าสนใจขึ้นมาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเขียนเกี่ยวกับการแข่งขันด้านฟุตบอลที่คุณได้รับการฝึกฝนมา คุณไม่ควรที่จะเริ่ม Essay ของคุณโดยเริ่มว่า "I worked long hours for many weeks to train for XXX competition." คุณอาจเขียน "Every morning I awoke at 5:00 to sweat, tears, and blood as I trained to bring the Thailand football trophy to my hometown."
3. เป็นตัวของคุณเอง คณะกรรมการต้องการทราบเกี่ยวกับตัวคุณและความสามารถในการเขียนของคุณ ดังนั้นคุณควรเขียนสิ่งที่มีความหมายและออกมาจากใจ ในบางครั้งอาจจะไม่ได้ออกมาจากการกระทำของคุณอย่างเดียวก็ได้ หากคุณสามารถทำได้นั้น Essay ของคุณก็จะเป็นเอกลักษณ์ หลายคนที่เดินทางไปต่างประเทศหรือชนะการประกวด แต่ความรู้สึกของคุณที่มีต่อประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้อื่น และควรหลีกเลี่ยงการเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณมีประสบการณ์ไม่มากนัก
4. อย่าใช้คำศัพท์วิชาการ มีหลายคนเป็นจำนวนมากที่คิดว่าการใช้คำศัพท์ที่ยาก คือการเขียน Essay ที่ดี การใช้คำศัพท์ที่ยากสามารถทำได้ หากคุณใช้อย่างเหมาะสมกับประโยคและกับสไตล์การเขียนของคุณ 5. ใช้สไตล์การเขียนที่ชัดเจน การเขียน Essay ที่ดีนั้น คุณควรจะเขียนแบบเจาะจง อย่าเขียนในลักษณะกว้างๆ ให้รายละเอียดและอธิบายถึงเหตุผลให้แก่คณะกรรมการอย่างเพียงพอและอย่างน่าสนใจ
6. ใช้เวลาในการเขียนบทนำให้มากที่สุด คณะกรรมการมักจะใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 นาที ในการอ่าน Essay ของคุณ ดังนั้น บทนำของคุณควรจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณจะแก้บทนำใหม่หมด หลังจากคุณเริ่มเขียนเนื้อหาของ Essay ของคุณ อย่าสรุปเรื่องราวทั้งหมดของคุณในบทนำ ลองถามตัวเองว่าเพราะสาเหตุใดผู้อ่านอยากจะอ่าน Essay ทั้งหมดของคุณ หลังจากอ่านบทนำ หากการเขียนบทนำของคุณ คือการสรุปทั้งหมด คณะกรรมการก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอ่านเนื้อเรื่องที่เหลือของ Essay คุณสร้างความแปลกใจหรือความลึกลับในบทนำของคุณ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าตั้งแต่ประโยคแรกของ Essay คุณนั้นจะต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณตั้งใจอย่าง 100% ตั้งคำถามหรือประเด็นให้คณะกรรมการสนใจอ่าน Essay ของคุณ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกของคุณที่คุณต้องการจะสื่อให้คณะกรรมการ
7.เนื้อเรื่องของคุณต้องเชื่อมโยงกับบทนำ บทนำของคุณควรดูน่าสนใจ และเนื้อหาในเนื้อเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อมโยงกับบทนำของคุณ
8. ใช้คำเชื่อม ผู้สมัครบางคนละเลยที่จะใช้คำเชื่อม คุณจำเป็นจะต้องใช้คำเชื่อมระหว่างย่อหน้าในเนื้อเรื่องของคุณเพื่อที่จะทำให้การเรียงลำดับการเล่าเรื่องของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทำให้ผู้อ่านไม่สับสน คำเชื่อมนั้นไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องเป็นคำว่า as a result, additionally, while อาจจะใช้คำที่เป็น key word ในการทำให้ความคิดต่างๆประสานกันก็เป็นได้
9. บทสรุปมีความสำคัญมาก บทสรุปเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะสามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าคุณเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการได้รับทุนการศึกษา หรือให้ผู้อ่านประทับใจกับความสามารถของคุณ ควรหลีกเลี่ยงการสรุปบทความทั้งหมดของคุณโดยเฉพาะ Essay ที่สั้น และควรไม่ใช้คำ เช่น in conclusion, in summary, to conclude
10. หันไปทำอย่างอื่น เว้นไปอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ในการทบทวน Essay ของคุณ และกลับมาดูใหม่อีกหลังจากนั้น เพื่อคุณจะได้มั่นใจว่าสิ่งที่คุณเขียนไปนั้นดีพอหรือไม่
11. นำ Essay ของคุณไปให้ผู้อื่นอ่าน และขอให้ผู้อ่านตอบคำถามต่อไปนี้ขณะอ่าน Essay ของคุณ Essay นี้เกี่ยวกับเรื่องใด ส่วนใดของ Essay ที่ดีที่สุด Essay นี้มีอะไรที่น่าประทับใจหรือน่าจดจำมากที่สุด ส่วนใดของ Essay ที่แย่ที่สุด ส่วนใดของ Essay ที่ยังสับสนหรือต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ส่วนใดของ Essay ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักของ Essay ทุกประโยคใน Essay นี้มีความสำคัญหมด หรือไม่ มีประโยคไหนที่สามารถตัดออกไปได้หรือไม่ Essay นี้ได้กล่าวถึงความเป็นตัวตนหรือบุคลิกลักษณะนิสัยของผู้เขียนหรือไม่ และที่สำคัญ หากคุณเป็นคณะกรรมการ คุณจะพิจารณาให้ทุนการศึกษาแก่ผู้เขียนหรือไม่
12. ตรวจแก้ใหม่ คุณไม่สามารถเขียน Essay ที่ดีได้ หากคุณไม่ได้ตรวจแก้ใหม่ คุณถูกจำกัดคำในการเขียน ดังนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คำอย่างชาญฉลาด จงลบทุกประโยคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักของคุณ คุณได้ใช้คำเชื่อมในการเขียนหรือไม่ ประโยคเริ่มต้นและบทสรุปของคุณเป็นเพียงแค่การย่อเนื้อเรื่องหรือไม่ คุณมีข้อผิดพลาดด้านไวยากรณ์หรือไม่
ขอให้โชคดีในการเขียน Essay เพื่อขอรับทุนนะคะ....
จากประสบการณ์ที่มี จากการเป็นนักเรียนทุนมูลนิธิโรเกชั่น แล้วเขียน Essay เพื่อขอรับทุนไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ ทำให้รู้ว่า ถึงแม้ว่าการเขียนในหัวข้อที่ดูน่าเบื่อสำหรับการเขียน Scholarship Essay ก็สามารถทำให้ดูน่าสนใจได้ หากว่าวิธีการเล่าหรือเขียนของคุณเป็นวิธีที่แปลกใหม่
ในการเขียน Scholarship Essay มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่สองสิ่ง คือ การเขียนเพื่อให้คณะกรรมการเชื่อว่าคุณนั้นเป็นผู้ที่เหมาะสมจะได้รับทุนการศึกษา และทำให้คณะกรรมการทราบถึงความสามารถที่หลากหลายของคุณ ที่มิได้จำกัดเพียงแค่คะแนนสอบหรือเกรดเฉลี่ยที่สูงเท่านั้น
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเคล็ดลับการเขียน Scholarship Essay เพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆ หรือผู้ที่กำลังจะสมัครขอทุนการศึกษา
1. ตอบคำถามให้ถูกต้อง คุณสามารถทำตาม 12 ข้อถัดไปได้ แต่หากคุณตอบไม่ตรงคำถามนั้น คุณก็ไม่สามารถที่จะชนะใจกรรมการและได้รับทุนการศึกษา
2. ใช้ความคิดสร้างสรรค์ แม้ว่าหัวข้อในการเขียน Essay ของคุณอาจดูน่าเบื่อ แต่หากคุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ คุณก็สามารถทำให้มันดูน่าสนใจขึ้นมาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเขียนเกี่ยวกับการแข่งขันด้านฟุตบอลที่คุณได้รับการฝึกฝนมา คุณไม่ควรที่จะเริ่ม Essay ของคุณโดยเริ่มว่า "I worked long hours for many weeks to train for XXX competition." คุณอาจเขียน "Every morning I awoke at 5:00 to sweat, tears, and blood as I trained to bring the Thailand football trophy to my hometown."
3. เป็นตัวของคุณเอง คณะกรรมการต้องการทราบเกี่ยวกับตัวคุณและความสามารถในการเขียนของคุณ ดังนั้นคุณควรเขียนสิ่งที่มีความหมายและออกมาจากใจ ในบางครั้งอาจจะไม่ได้ออกมาจากการกระทำของคุณอย่างเดียวก็ได้ หากคุณสามารถทำได้นั้น Essay ของคุณก็จะเป็นเอกลักษณ์ หลายคนที่เดินทางไปต่างประเทศหรือชนะการประกวด แต่ความรู้สึกของคุณที่มีต่อประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้อื่น และควรหลีกเลี่ยงการเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณมีประสบการณ์ไม่มากนัก
4. อย่าใช้คำศัพท์วิชาการ มีหลายคนเป็นจำนวนมากที่คิดว่าการใช้คำศัพท์ที่ยาก คือการเขียน Essay ที่ดี การใช้คำศัพท์ที่ยากสามารถทำได้ หากคุณใช้อย่างเหมาะสมกับประโยคและกับสไตล์การเขียนของคุณ 5. ใช้สไตล์การเขียนที่ชัดเจน การเขียน Essay ที่ดีนั้น คุณควรจะเขียนแบบเจาะจง อย่าเขียนในลักษณะกว้างๆ ให้รายละเอียดและอธิบายถึงเหตุผลให้แก่คณะกรรมการอย่างเพียงพอและอย่างน่าสนใจ
6. ใช้เวลาในการเขียนบทนำให้มากที่สุด คณะกรรมการมักจะใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 นาที ในการอ่าน Essay ของคุณ ดังนั้น บทนำของคุณควรจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณจะแก้บทนำใหม่หมด หลังจากคุณเริ่มเขียนเนื้อหาของ Essay ของคุณ อย่าสรุปเรื่องราวทั้งหมดของคุณในบทนำ ลองถามตัวเองว่าเพราะสาเหตุใดผู้อ่านอยากจะอ่าน Essay ทั้งหมดของคุณ หลังจากอ่านบทนำ หากการเขียนบทนำของคุณ คือการสรุปทั้งหมด คณะกรรมการก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอ่านเนื้อเรื่องที่เหลือของ Essay คุณสร้างความแปลกใจหรือความลึกลับในบทนำของคุณ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าตั้งแต่ประโยคแรกของ Essay คุณนั้นจะต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณตั้งใจอย่าง 100% ตั้งคำถามหรือประเด็นให้คณะกรรมการสนใจอ่าน Essay ของคุณ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกของคุณที่คุณต้องการจะสื่อให้คณะกรรมการ
7.เนื้อเรื่องของคุณต้องเชื่อมโยงกับบทนำ บทนำของคุณควรดูน่าสนใจ และเนื้อหาในเนื้อเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อมโยงกับบทนำของคุณ
8. ใช้คำเชื่อม ผู้สมัครบางคนละเลยที่จะใช้คำเชื่อม คุณจำเป็นจะต้องใช้คำเชื่อมระหว่างย่อหน้าในเนื้อเรื่องของคุณเพื่อที่จะทำให้การเรียงลำดับการเล่าเรื่องของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทำให้ผู้อ่านไม่สับสน คำเชื่อมนั้นไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องเป็นคำว่า as a result, additionally, while อาจจะใช้คำที่เป็น key word ในการทำให้ความคิดต่างๆประสานกันก็เป็นได้
9. บทสรุปมีความสำคัญมาก บทสรุปเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะสามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าคุณเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการได้รับทุนการศึกษา หรือให้ผู้อ่านประทับใจกับความสามารถของคุณ ควรหลีกเลี่ยงการสรุปบทความทั้งหมดของคุณโดยเฉพาะ Essay ที่สั้น และควรไม่ใช้คำ เช่น in conclusion, in summary, to conclude
10. หันไปทำอย่างอื่น เว้นไปอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์ในการทบทวน Essay ของคุณ และกลับมาดูใหม่อีกหลังจากนั้น เพื่อคุณจะได้มั่นใจว่าสิ่งที่คุณเขียนไปนั้นดีพอหรือไม่
11. นำ Essay ของคุณไปให้ผู้อื่นอ่าน และขอให้ผู้อ่านตอบคำถามต่อไปนี้ขณะอ่าน Essay ของคุณ Essay นี้เกี่ยวกับเรื่องใด ส่วนใดของ Essay ที่ดีที่สุด Essay นี้มีอะไรที่น่าประทับใจหรือน่าจดจำมากที่สุด ส่วนใดของ Essay ที่แย่ที่สุด ส่วนใดของ Essay ที่ยังสับสนหรือต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม ส่วนใดของ Essay ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักของ Essay ทุกประโยคใน Essay นี้มีความสำคัญหมด หรือไม่ มีประโยคไหนที่สามารถตัดออกไปได้หรือไม่ Essay นี้ได้กล่าวถึงความเป็นตัวตนหรือบุคลิกลักษณะนิสัยของผู้เขียนหรือไม่ และที่สำคัญ หากคุณเป็นคณะกรรมการ คุณจะพิจารณาให้ทุนการศึกษาแก่ผู้เขียนหรือไม่
12. ตรวจแก้ใหม่ คุณไม่สามารถเขียน Essay ที่ดีได้ หากคุณไม่ได้ตรวจแก้ใหม่ คุณถูกจำกัดคำในการเขียน ดังนั้นคุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คำอย่างชาญฉลาด จงลบทุกประโยคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักของคุณ คุณได้ใช้คำเชื่อมในการเขียนหรือไม่ ประโยคเริ่มต้นและบทสรุปของคุณเป็นเพียงแค่การย่อเนื้อเรื่องหรือไม่ คุณมีข้อผิดพลาดด้านไวยากรณ์หรือไม่
ขอให้โชคดีในการเขียน Essay เพื่อขอรับทุนนะคะ....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)